แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ EBM แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ EBM แสดงบทความทั้งหมด

11 ตุลาคม 2562

แชร์ประสบการณ์การสอน EBM ตามแบบ Oxford

ช่วงปลายเดือนกันยายน ผมได้มีโอกาสจากมหาวิทยาลัย ได้ส่งไปเรียนคอร์ส Teaching EBM (วิธีการสอน EBM) จากมหาวิทยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษมา ซึ่งเป็นแหล่งที่ดังด้าน EBM มากแหล่งหนึ่ง (​อีกที่ที่มีชื่อเสียงคือ McMaster University แคนาดา) เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ครับ

Center for Evidence Based Medicine ที่ Oxford มีคอร์สที่เปิดให้คนนอกลงทะเบียนเยอะพอสมควร และคอร์สเหล่านี้เองก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียน Master ที่นั่น หมายความว่าคนนอกก็จะเรียนปะปนไปกับนักเรียน Master โดยนักเรียน Master มีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติม คือมี Assignment ที่ต้องทำหลังจากที่จบคอร์สแล้วด้วยครับ (แต่คนนอกไม่ต้องทำ) ระยะเวลาเรียนของคอร์สนี้เป็นเพียงสัปดาห์เดียว แต่ก็เป็นสัปดาห์ที่เข้มข้นมากครับ เรียนตั้งแต่เก้าโมงถึงห้าโมงเย็นทุกวัน (พักกินข้าวแค่ชั่วโมงเดียวตอนเที่ยง) รูปแบบการเรียนของที่เขาจัดจะเป็น Lecture ในห้องใหญ่ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะแยกเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละประมาณ 10-15 คน ต่อคนครบครึ่งวัน แล้วช่วงบ่ายก็มี Lecture สลับกับกลุ่มย่อยเหมือนกันจนเย็นครับ



19 มิถุนายน 2553

Modified Intention-To-Treat


มีหลายคนสงสัยเกี่ยวกับคำว่า "Modified Intention-To-Treat" (ผมขอเรียกว่า mITT) ว่ามันคืออะไรกันแน่ พอดีว่ามีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผมก็เลยขอสรุปงานวิจัยนั้นมาให้ดูกันนะครับ

ก่อนอื่นขอย้อนไปดูคำว่า Intention-To-Treat กันเสียก่อน สมมติว่าผมกำลังทำ RCT อันหนึ่งที่เปรียบเทียบการใช้ยาตัวหนึ่งกับ Placebo ถ้างานวิจัยผมเริ่มเก็บคนไข้ที่เข้าร่วมงานวิจัย คนไข้ที่เข้ามานั้นก็จะต้องผ่านกระบวนการต่างๆ โดยสรุปคือ


  1. ผ่านการคัดเลือก (Enrollment) ซึ่งคนไข้ก็ต้องมีโรคนั้นๆ จริง และผ่าน Eligibility คือไม่ผิดข้อห้ามต่างๆ ของงานวิจัย ซึ่งก็คือเข้า Inclusion/Exclusion criteria นั่นเอง
  2. ผ่านการ Randomization
  3. ได้รับการ Assign ว่าจะได้รับยาตัวไหน
  4. ได้รับยาจริงๆ กลับไปกินที่บ้าน
  5. มาติดตามเพื่อดูว่าเกิดหรือไม่เกิด Outcome ที่ผมสนใจ (เช่น มาดูว่าหายหรือเปล่า)
การวิเคราะห์แบบ Intention-To-Treat นั้นจะดูที่กระบวนการ Assignment ว่าคนไหนได้รับยาตัวไหน แล้วคนนั้นเกิด Outcome หรือไม่ นั่นคือดูขั้นตอนที่ 3 เทียบกับขั้นตอนที่ 5 นั่นเองครับ โดยไม่สนใจว่าที่เหลือจะเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ดีการวิเคราะห์แบบนี้นั้นมีปัญหาเพราะคนเราเปลี่ยนใจได้อยู่เสมอๆ โดยโอกาสที่จะเปลี่ยนนั้นก็เกิดขึ้นได้กับทุกขั้น กล่าวคือ



  • คนไข้ดัน Enrollment มาผิด ไม่ได้มีโรคเราเลย แต่ดันเข้ามาอยู่ในงานวิจัย ซ้ำร้ายบางคนกลับได้ยาไปเสียด้วย ยกตัวอย่างเช่นได้รับ Antibiotics ไปแต่กลับมาทราบภายหลังว่าผล Culture มันดันไม่ขึ้นแทน ซึ่งเสียอัตราส่วนของ Randomization
    ไปเสียแล้ว
  • คนไข้ดันไม่เข้ากับ Eligibility Criteria เช่นไม่เข้ากับ Inclusion/Exclusion Criteria
  • คนไข้ดันเกิด Outcome เช่นหายซะก่อนที่จะกินยาจริงๆ
  • คนไข้หายตัวไปไม่ยอมมา Follow up อีก หรือมาแต่ไม่ครบ
ทั้งหมดนี้เป็นการเบี่ยงเบนไปจาก Protocol ที่เราวางไว้ แต่ผู้วิจัยนั้นก็จะพยายามอ้างว่าเขาได้พยายามดีที่สุดแล้ว ก็อาจจะวิเคราะห์ตัดคนเหล่านี้ออกจากการศึกษาไปเลย ซึ่งการตัดคนเหล่านี้ออกไปนั้นผู้วิจัยส่วนใหญ่ใช้คำว่า "Modified Intention-To-Treat" ครับ

ข้อเสียของมันก็คือเราไม่รู้ว่ามันจะตัดคนไข้กลุ่มไหนออกไปมากเป็นพิเศษหรือไม่ (เช่นดันตัดกลุ่มที่ได้ยาไปซะเยอะ) ทำให้ผลลัพธ์ของ Randomization ไม่สวยหรูอย่างที่เราคาดเอาไว้ครับ

แต่คำว่า Modified นั้นก็ไม่ได้บ่งชี้เฉพาะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากตรงกระบวนการใดกันแน่ ใน Paper ที่ลงตีพิมพ์ใน BMJ ล่าสุดนั้นพบว่าผู้วิจัยแต่ละคนก็มีความหมายของคำนี้แตกต่างกันไป บางคนรวมหลายจุดเข้าด้วยกัน ซ้ำร้ายในคนเดียวกันยังให้ความหมายแตกต่างกันในคนละ Trial เสียด้วยซ้ำ นั่นแสดงว่าไม่มีใครที่จะให้ความหมายของคำนี้อย่างชัดเจน เว้นเสียแต่ว่าผู้วิจัยจะต้องบอกเจาะจงให้แน่ชัดไปเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Trial และใครบ้างที่ถูกคัดออก และคัดออกเนื่องจากอะไรครับ

ไม่แน่ใจว่าพอจะเข้าใจกันมากขึ้นหรือไม่นะครับ ลองนั่งนึกๆ ดูครับ ส่วนตัว Paper นั้นสามารถดูได้จาก Abraha I, Montedori A. Modified intention to treat reporting in randomised controlled trials: systematic review. BMJ. 2010;340:c2697. ครับ

08 พฤษภาคม 2552

Systematic Review & Meta-analysis

จากที่ผมเคยสัญญาว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการ Appraise Systematic Review นะครับ ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอพูดเกริ่นนำเรื่อง Systematic Review และ Meta-analysis ก่อนครับ

Systematic Review โดยนิยามนั้นหมายถึงการรวบรวมคำตอบของคำถามที่จำเพาะเจาะจงครับ ลองนึกสภาพถึงคำถามที่เกิดขึ้นในทางคลินิกนะครับ คำถามในที่นี้ก็จะล้อกันไปกับ PICO นั่นละครับ ตัวอย่างเช่น

  • การให้ Aspirin ในผู้ป่วยเบาหวานช่วยลดการเกิด MI หรือไม่
  • การให้ แป๊ะก๊วย ช่วยลดอาการปวดขาเป็นพักๆ (intermittent claudication) หรือไม่
  • การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้อง (laparoscopic cholecystectomy) ลดอัตรา complication หรือไม่เมื่อเทียบกับการผ่าแบบเปิด (open cholecystectomy)
  • ฯลฯ

เมื่อมีการตอบคำถามเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นจากทั้งการศึกษาแบบ observational (cohort/cross-sectional) หรือ experimental (RCT) มันก็คงไม่สะดวกเวลาตอบใช่ไหมครับ หากเราต้องมานั่งอ่านเป็นสิบเปเปอร์ มันจะดีกว่ามั้ยถ้าเรารวมคำตอบไว้ทีเดียวเลย นั่นคือที่มาของ “review” ครับ

แต่หลายๆ ท่านก็คงเคยอ่าน review โดยทั่วๆ ไปแล้วนะครับ เช่นจากพวก textbook หรือ article review ที่อ่านตามหนังสือทั่วไป ปัญหาของพวก review พวกนี้ที่เกิดขึ้นก็คือว่า มัน “ไม่เป็นระบบ” ครับ คนทำอาจจะเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งก็ได้ (เช่นคนเขียนนั่งอยู่ที่บริษัทเครื่องมือผ่าตัดส่องกล้อง เขียนเชียร์ตัวเองอยู่) ทำให้ผลที่ได้อาจจะไม่ได้พูดถึงในอีกแง่มุมหนึ่งเลย จุดนี้เอง เป็นที่มาของการทำ Systematic Review ครับ

ขั้นตอนของการทำ Systematic Review ขั้นแรกก็คือการตั้งปัญหาที่เราสนใจครับ ปัญหานั้นจะต้องค่อนข้างเจาะจง เพื่อที่เราจะได้ตอบได้ครับ หลังจากนั้นเราจะต้องหาคำตอบของปัญหานี้ด้วยวิธีที่เป็นระบบ โดยอาจจะมีการตั้งกฎเกณฑ์ที่เป็นระบบไว้ก่อน เช่น ตั้งว่าจะค้นหาด้วยวิธีใดบ้าง ค้นฐานข้อมูลใด ใครค้น คัดเลือกด้วยใคร ใครเป็นคนกรอกข้อมูล ข้อมูลที่ได้จะรวมกันแบบไหน อย่างใด เสมือนหนึ่งเดียวกับการทำวิจัยชนิดอื่นๆ เลยครับ (นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “Systematic”)

ขั้นต่อมาก็คือการค้นคว้าครับ ในขั้นตอนการค้นคว้านี้ ฐานข้อมูลที่เป็นที่นิยมโดยส่วนมากก็คือ Medline ครับ ไม่ต้องงงนะครับ จริงๆ ก็คือฐานข้อมูลที่ PubMed มีอยู่นั่นละครับ (PubMed เป็นชื่อของ “ตัวค้น” – Search Engine ส่วน Medline เป็นชื่อของ “ฐานข้อมูล” – Database) ส่วนฐานข้อมูลอื่นๆ ที่นิยมก็เช่น EMBASE (ของฝั่งยุโรป), CINAHL, Cochrane Controlled Trial Register เป็นต้นครับ นอกจากนี้ยังอาจจะค้นจากสื่ออื่นๆ เช่น ค้นจากการติดต่อ Expert, ค้นจากรายงานของ Conference ต่างๆ ด้วยก็จะยิ่งดีครับ

หลังจากที่เราค้นหาหลักฐานต่างๆ จากฐานข้อมูลนี้มาได้แล้ว เราก็จะต้องมาดูว่าเปเปอร์ไหนบ้างที่เข้ากับคำถามของเราครับ (ตรงจุดนี้จะต้องมีกำหนดไว้ก่อนในช่วงแรกแล้วอย่างแน่ชัดเป็น inclusion/exclusion criteria มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเรา “เลือก” หลักฐานมา – เป็น selection bias นั่นเองครับ)

เมื่อได้เปเปอร์มาแล้ว ผู้วิจัยส่วนใหญ่ก็จะให้คะแนนความน่าเชื่อถือของเปเปอร์ครับ โดยคะแนนความน่าเชื่อถือนี้มีหลายแบบครับตามแต่ว่าเปเปอร์ที่เลือกมานั้นเป็นประเภทใด เช่นถ้าเป็นของ RCT ก็จะเป็น JADAD score เป็นต้นครับ

หลังจากนั้นผู้วิจัยก็อาจจะสรุปเลยก็ได้ครับว่าหลังจากที่ค้นมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่จบเพียงแค่นี้ครับ (เพราะเสียดายอุตส่าห์ค้นมาตั้งเยอะ) ส่วนใหญ่เขาก็จะดึงเอาข้อมูลออกมา เพื่อที่จะนำข้อมูลนั้นมารวมกันด้วยวิธีการทางสถิติ ที่เรียกกันว่า meta-analysis กันนั่นเองครับ (โดยอาจจะมี Forest Plot + Heterogeneity Test ตามที่เคยเขียนไปแล้วด้วยครับ) นอกจากนี้ยังอาจจะวิเคราะห์ย่อยๆ ด้วยเช่นว่า ถ้าแบ่งเปเปอร์เป็นกลุ่มๆ แล้วจะมีคำตอบแตกต่างกันไปหรือไม่ เช่นผมรวม RCT ที่เกี่ยวกับการให้ Aspirin ในคนไข้เบาหวาน แต่มันมีทั้งเบาหวานแบบที่มีความดันร่วมด้วย หรือไม่มีความดันร่วมด้วย ผมอาจจะแบ่งข้อมูลเป็นสองกลุ่ม แล้วดูว่ามันต่างกันหรือไม่ก็ได้ครับ ซึ่งเรียกว่าการทำ Subgroup analysis

นอกจากการนำข้อมูลของเปเปอร์อื่นมารวบรวมด้วยกันแล้ว เรายังอาจจะนำเอาข้อมูลของ “คนไข้” ในแต่ละเปเปอร์นี้มารวมกันได้ด้วยครับ นั่นก็คล้ายกับว่าผู้วิจัยเสมือนหนึ่งเป็นการรวม Trials ต่างๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้จำนวน n มากขึ้นนั่นเองครับ การนำข้อมูลคนไข้มารวมกันนี้ บางทีก็จะเรียกว่าเป็น Individual Patient Data ครับ

และสุดท้ายที่ผู้วิจัยอาจจะนำเสนอก็คือการแสดง Publication Bias ครับ Publication Bias ก็คือการที่ Study ที่ไม่ได้ผลนั้นอาจจะไม่ได้ลงตีพิมพ์ในฐานข้อมูล ทำให้เราอาจจะ “หลุด”  Study ที่ไม่ได้ผลก็ได้ครับ เช่น RCT ที่ให้แป๊ะก๊วยแล้วไม่ได้ผล ก็อาจจะไม่มีสำนักพิมพ์ไหนอยากเอาไปพิมพ์ ทำให้ในฐานข้อมูลทั้งหมดกลายเป็นมีแต่แป๊ะก๊วยใช้ได้ผล ทั้งๆ ที่มันก็มี RCT ที่ให้แล้วไม่ได้ผลเหมือนกัน ตรงจุดนี้เราสามารถพล็อตกราฟเพื่อดูได้ครับว่า ผลมันไปทางเดียวกันหมดเลยหรือเปล่า (กราฟที่นิยมคือ Funnel Plot ครับ)

กล่าวโดยสรุปแล้ว ถ้ามีการวางแผนและทำเป็นระบบนั้น ก็จะยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือของการทำ Systematic Review เข้าไปอีกครับ นั่นเองเป็นที่มาของว่า ทำไม Systematic Review นั้นถึงได้อยู่ในอันดับต้นๆ ของ Hierachy of evidence ครับ

22 เมษายน 2552

Hierarchy of evidence

วันนี้ขอพูดถึงเรื่อง ลำดับความสำคัญของหลักฐานนะครับ

ทำไมเราถึงต้องมานั่งจัดลำดับความสำคัญของหลักฐาน (Hierarchy) ? นั่นก็เพราะมันมี “ความน่าเชื่อถือ” ของหลักฐานนั้นไม่เท่ากันครับ ยกตัวอย่างใกล้ตัวเช่น ข่าวลือในอินเทอร์เน็ต หรือ Forwarded mail ว่าดาราคนนั้นกำลังระหองระแหงกับดาราอีกคน เราก็คงคิดว่า อูย มันไม่รู้ว่าจะเชื่อได้หรือเปล่า บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเกิดว่าดาราคนนั้นเขาออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านโทรทัศน์ ก็รับรองว่าทุกคนจะต้องเชื่อแน่นอน (ยกเว้นบางคนที่ขี้ระแวง) นั่นก็หมายความว่า ข่าวลือในอินเทอร์เน็ตนั้นมัน “น่าเชื่อถือ” น้อยกว่าข่าวจากปากเจ้าตัวนั่นเองครับ

ในทางเดียวกัน ความน่าเชื่อถือในการศึกษาต่างๆ นั้นก็มีไม่เท่ากัน โดยทั่วไปแล้วมีคนเสนอหลักคร่าวๆ คือ

  • ถ้าดูตาม Design: Experimental Design (ที่คนศึกษาสามารถกำหนดปัจจัยต่างๆ เอง) นั้นน่าเชื่อถือกว่า Observational Design แล้วถ้าเป็น Observational Design ที่ n (ปริมาณคนใน study) มาก ย่อมน่าเชื่อถือกว่า n น้อยๆ
  • Prospective มักจะน่าเชื่อถือว่า Retrospective (เรากำหนดสิ่งต่างๆ ที่จะวัด แล้วค่อยมาวัด ย่อมดีกว่า ได้ข้อมูลครบถ้วนกว่า)
  • ถ้าดูตามจำนวน Study: ถ้ามีหลาย Study ย่อมดีกว่ามี Study เดียว (ทำนองว่าหลายหัวดีกว่าหัวเดียวงั้นเหอะ)

เมื่อนำหลักพวกนี้มาพิจารณาแล้วจะพบว่า Study ทั้งหลายแหล่ที่เราพบกันบ่อยๆ นั้นควรจะมีลำดับขั้นความน่าเชื่อถือดังนี้

  • Systematic Review/Meta-analysis of Randomized Controlled Trial (RCT) น่าเชื่อสุด
  • RCT ใหญ่ๆ
  • RCT เล็กๆ (หรือ RCT ที่ออกแบบได้ไม่ดี)
  • Controlled Trial อื่นๆ ที่ไม่ได้ Randomized
  • Systematic Review of Observational Study
  • Cohort Study
  • Case-control Study
  • Case series
  • Case report
  • Concensus conference
  • Expert opinion น่าเชื่อน้อยที่สุด

อย่างไรก็ดีลำดับความน่าเชื่อถือนี้มีผู้โต้แย้งมากมาย บางคนอาจจะสลับกันว่า Controlled Trial เอาไว้ล่างกว่านี้ หรือ Concensus ไว้ข้างบนหน่อย สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าลำดับตามนี้ก็ค่อนข้างมีเหตุผลครับ เช่น Case Series > Case Studies นั้นเพราะมีตัวอย่างคนไข้เยอะกว่า สำหรับ Concensus conference ย่อมมีหลายหัวมากกว่า Expert หัวสองหัว Systematic Review ย่อมดีกว่า Study แต่ละอันเนื่องจากข้อมูลเยอะกว่า

ดังนั้นเวลาที่เราจะพยายามตอบคำถามต่างๆ เราก็ควรที่จะยึดหลักตามนี้ด้วยครับ ถ้ามันมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือตามลำดับสูงกว่า เราก็น่าจะเลือกอันนั้นมาตอบคำถามของเรา (แต่อย่าลืมว่าข้อมูลนั้นจะต้องคล้ายคลึงกับคนไข้เราด้วยนะครับ) ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือ โดน expert บีบคอให้เชื่อ :P

และลำดับความสำคัญนี้เองครับ เป็นที่มาของ Grading of Recommendation ตามที่เราเห็นใน Guideline ต่างๆ ครับ เช่นว่า Level A recommendation, Level B recommendation (ระบบ Grading นี่มีหลายระบบมาก และแต่ละระบบก็แบ่งไม่เหมือนกัน ต้องลองดูในเอกสารประกอบ Guideline จะมีระบุไว้ครับ ว่าเขาหมายถึง Study Design แบบใดบ้างครับ)

ถ้าสนใจเรื่องนี้ลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่ University of Westminster นะครับ

14 กุมภาพันธ์ 2552

วิธีการค้นหาขั้นพื้นฐานด้วย PubMed - MeSH

ใครอยู่ในแวดวงสาธารณสุขแล้วไม่รู้จัก PubMed ผมคิดว่าค่อนข้างล้าหลังเลยทีเดียว นักศึกษาแพทย์สมัยใหม่ตอนนี้ได้รับการฝึกให้รู้จักการใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ตัวนี้มาตั้งแต่ปีสามปีสี่ แต่จะมีสักกี่คนกันที่เอาไปใช้ในชีวิตจริง วันนี้ผมจะลองนำเสนอการค้นหาข้อมูลจากชีวิตจริงโดยประยุกต์ใช้ PubMed มาให้ดูนะครับ

สมมุติว่าผมมีคนไข้ผู้หญิงอายุประมาณ 40 ปีมาปรึกษาด้วยอาการใบหน้าข้างซ้ายชาและปากเบี้ยว ตรวจร่างกายทางระบบประสาทอื่นๆ ปกติ ตรวจใบหน้าเข้ากันได้กับภาวะที่เรียกว่า Bell’s palsy ปัญหาของผมที่อยากรู้คือว่าการรักษาที่เคยเห็นเขาใช้ๆ กันคือให้ Steroid และ Antiviral แต่ผมอยากรู้ว่ามันได้ผลหรือเปล่า เพราะเคยเห็นพี่บางคนให้แต่ก็ไม่เห็นมันจะหายเบี้ยวเลย ทำยังไงดี

จากสถานการณ์นี้เราลองมาสรุปดูเป็นคำถามทางคลินิก โดยใช้หลักของ PICO (แยกคำถามเป็น Patient, Intervention, Comparison, Outcome) เพื่อหางานวิจัยที่เขามีคำถาม PICO คล้ายของเรามากที่สุดดูนะครับ (ลองคิดเองก่อนดูของผมก็ดีนะครับ)

ส่วนของผมลองตั้งได้คือ

P: ผู้หญิง, 40 ปี, วินิจฉัย Bell’s Palsy, ตรวจร่างกายมีชาและปากเบี้ยวดังกล่าว
I: Steroid และ/หรือ Antiviral
C: ไม่ให้อะไรเลย
O: หายปากเบี้ยว

ปัญหาคือเราจะเอา PICO นี้ไปหาใน PubMed ได้อย่างไร? หลายๆ คนคงคิดว่าไม่ยาก ก็ใส่มันลงไปหมดเลยซิ

1

เป็นไงครับ ผลที่ได้ ดูเหมือนจะได้ผลดีเหมือนกันนะครับ แต่ทำไมมันออกมาน้อยจัง นี่ยังดี บางคนหาจหาไม่ได้เลยก็เป็นไปได้นะครับ นั่นเป็นเพราะว่า PubMed มันเป็นฐานข้อมูลที่ยังไม่ค่อยฉลาดเสียเท่าไหร่ มันอาจตีความคำค้นหาของเราผิดก็ได้

วิธีของผมคือ ลองจัดลำดับความสำคัญ (Prioritize) ว่าคำค้นหาคำไหนมันสำคัญกว่ากัน

Bell’s Palsy: สำคัญแน่ๆ ไม่งั้นไม่เกี่ยวข้องเลย ผมให้ความสำคัญ 100%
Steroid, Antiviral: สำคัญเหมือนกัน แต่เลือกเอาระหว่างตัวมันกับ Antiviral
Female: ผมว่าไม่น่าจะสำคัญซะเท่าไหร่ ผู้ชายก็น่าจะเหมือนกันมั้ง ให้ความสำคัญประมาณ 20%

การค้นหาก็เหมือนกันครับ เราจะต้องทำการค้นหาเอาเฉพาะผลที่มีโรค Bell’s Palsy นี่ให้ได้ แต่บางที คนเขียนงานวิจัยเค้าอาจจะใช้ Idiopathic Facial Palsy ก็ได้ ใครจะรู้ บางคนอาจจะใช้แค่ Facial Palsy เฉยๆ หรือบางคนใช้ Bell Palsy ที่ไม่มี ‘s ทีนี้จะทำไงดี

ทางแก้ของเราคือใช้ฐานข้อมูลคำของ PubMed ครับ นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่า “Medical Subject Heading” (MeSH) ซึ่งภายใน PubMed เอง เมื่อมีงานวิจัยเข้ามาในฐานข้อมูล จะให้บรรณารักษ์เป็นผู้กำหนดว่า งานวิจัยไหน เข้าหมวดหมู่กับคำในฐานข้อมูล MeSH อันใด เราสามารถค้นหาได้โดยเลือกฐานข้อมูลเป็น MeSH แล้วค้นครับ

2

ตามรูปเลยครับ เปลี่ยนในช่องด้านบนซ้ายให้เป็น MeSH แล้วพิมพ์หา Bell’s Palsy แล้วกด Go จะปรากฎผลลัพธ์ด้านล่าง ให้ติ๊กถูกหน้าคำที่เราสนใจ (บางทีจะขึ้นมาหลายคำ เราก็ลองอ่านดูว่ามันเป็นความหมายที่เราสนใจหรือเปล่า อย่างของผม “A syndrome characterized by the acute-onset of unilateral FACIAL PARALYSIS…” ก็น่าจะใช่นะ แล้วคลิ๊กที่ Send to เพื่อเลือก Search Box with And

3

จริงๆ จะเป็น AND/OR/NOT ก็ได้ครับ ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ เพราะเดี๋ยวเราก็จะต้องมาพิจารณาก่อนที่จะหาต่ออีกทีหนึ่งว่ามันเข้าใจเราถูกบ้างหรือเปล่า หลังจากเลือกแล้วมันก็จะมีช่องว่างๆ ขึ้นมาดังนี้เลยครับ

4

นี่ละครับ แสดงว่าคำที่บรรณารักษ์เขาใช้มันคือ “Bell Palsy” ไม่ใช่ “Bell’s Palsy” อย่างที่ผมเข้าใจซักหน่อย (ไม่มี ‘s จริงๆ ด้วย) หลังจากนั้น เราสามารถหาคำอื่นๆ ในฐานข้อมูล MeSH แล้วค่อยๆ Send to Search Box with AND ลงไปได้เรื่อยๆ ด้วยวิธีการเดียวกัน ผมจะลองใส่ Antiviral, Steroid ลงไปด้วยวิธีการหาจาก MeSH นะครับ:

5

จะสังเกตได้ว่า คำค้นหาคือ “Bell Palsy”[Mesh], “Steroids”[Mesh], “Antiviral Agents”[Mesh] ทีนี้ อย่างที่ผมบอกไปว่าผมอยากได้ทั้ง Steroid เดี่ยวๆ กับ Antiviral เดี่ยวๆ ด้วย ผมก็คงต้องเปลี่ยนเป็นว่า ผมต้องการบทความที่มีคำว่า Bell และ (Steroid หรือ Antiviral) ดังนั้นก็คงจะต้องเปลี่ยนในช่องเล็กน้อย

6

ครับ ทีนี้เราก็พร้อมจะค้นแล้ว ให้กดที่ “Search PubMed” ได้เลยครับ

7

เห็นไหมครับ ว่าตอนนี้เราได้ผลลัพธ์เยอะกว่าเดิม ลองใช้วิธีนี้ดูนะครับ!

07 ธันวาคม 2551

Sample of Appraising an RCT - 1

พอดีวันนี้มีคนถามมาถึงเรื่องการอ่าน RCT ฉบับหนึ่ง (จริงๆ ผมแอบสงสัยว่ามีคนอ่านบล็อกผมด้วยแฮะ :P) ก็เลยขออนุญาตมาลอง Appraise ดูกันในนี้เลยนะครับ

Paper ดังกล่าวคือ Hsia J, Heiss G, Ren H, Allison M, Dolan NC, Greenland P, et al. Calcium/vitamin D supplementation and cardiovascular events. Circulation. 2007 Feb 20;115(7):846-54. สามารถเข้าได้ที่เว็บไซต์ของ Circulation (คลิ๊กที่นี่ก็ได้) นะครับ

ก่อนอื่นเลยผมขออ่านเฉพาะ Abstract ก่อนเพื่อดูแนวคิดของ Paper ก่อนที่จะอ่านต่อไป เราควรได้ไอเดียคร่าวๆ ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เกิดผลอะไร อย่างไร คล้ายๆ กับการอ่านเรื่องย่อของหนังก่อนเดินเข้าโรงน่ะครับ

โดยทั่วไปแล้วเวลาทำการศึกษาวิจัย ก็จะต้องมีคำถามหลักที่งานวิจัยทำขึ้นเพื่อตอบอยู่เสมอ เราจะต้องพยายามคิดให้ได้ว่า งานวิจัยที่เรากำลังอ่านนี้ เขาตั้งใจจะตอบคำถามอะไร ส่วนหนึ่งเราก็จะได้รู้ด้วยว่าคำถามของเขา กับคำถามของเรา (หรืออีกนัยนึงคือคำถามของคนไข้นั่นแหละ) มันคล้ายกันไหม น่าจะอ่านต่อไปหรือเปล่า

อย่างใน Abstract นี้ถ้าเราอ่านแล้วจับใจความจาก Background ก็จะได้คำถามประมาณนี้นะครับ

"ผู้หญิงอายุ 50-79 ที่ได้ Ca + Vit D จะมี CV Event แตกต่างจากผู้ที่ไม่ได้ หรือไม่"

(ของคุณผู้อ่านบล็อกอาจไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกันเป๊ะๆ ก็ได้นะครับ แต่น่าจะคล้ายๆ กันนี้)

ทีนี้บางคนงง ไม่รู้จะสร้างคำถามยังไง หลายๆ ที่เลยแนะนำให้แตกคำถามออกเป็น 4-5 ส่วน โดยใช้หลักซึ่งจำได้ง่าย (หรือเปล่า?) ว่า PICO หรือ PICOT กล่าวคือ

  • P = Patient คนไข้ของเรา
  • I = Intervention สิ่งที่เราตั้งใจจะดู
  • C = Comparison สิ่งที่เรายึดเพื่อจะเปรียบเทียบด้วย
  • O = Outcome เราสนใจวัดผลยังไง
  • T = Time ภายในเวลาเท่าไหร่ (อันนี้บางคนอาจจะละไว้ในฐานที่เข้าใจ ก็ได้ครับ ก็เหลือแค่ PICO)

ถ้าผมเอาคำถามผมมาแตกใหม่ตาม PICO มันก็จะได้ประมาณนี้

  • P: Postmenopausal women, 50-79 years of age, at 40 clinical sites (ตรงนี้จะละเอียดแค่ไหนก็ได้ครับ ยิ่งละเอียดก็ยิ่งดี แต่มันก็อาจจะยิ่งไม่ตรงกับคำถามของเราเข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ดี เราจะได้เห็นความแตกต่างว่าเราจะเอาคำตอบเขามาใช้กับคำถามเราได้หรือเปล่า)
  • I: Calcium 500 mg + Vit D supplement (200 IU twice daily)
  • C: Placebo
  • O: CV Event: MI/Coronary heart disease death, Stroke
  • T: 7 years of follow-up

หลังจากนั้นเราก็อาจลองสร้าง Diagram คร่าวๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในการศึกษานี้ จากเฉพาะการอ่าน Abstract

path4700

จะสังเกตเห็นว่า ผมยังไม่ได้เข้าไปอ่านข้างในเลยนะครับ ดังนั้น ตอนหลังเราอาจเพิ่มเติม Diagram นี้ก็ได้

เรามาลองแปลผลดูก่อน โดยเฉพาะสำหรับท่านที่งงว่า เอ๊ะ Hazard Ratio นี่มันคืออะไร

Hazard Ratio เวลาแปลผลนั้นอยากให้คิดเหมือนกันกับ Odds Ratio ครับ เพียงแต่ว่า การที่จะเป็น Hazard Ratio ได้นั้น เขาเอา "เวลา" เข้ามาคิดด้วย อย่างในที่นี้ ก็คือในเวลา 7 ปีนั้นครับ นั่นคือ ที่ว่า HR=1.04 ก็หมายความว่า คนที่ได้ Ca+VitD มีโอกาสเป็น 1.04 เท่าที่จะเกิด MI เมื่อเทียบกับคนที่ได้ Placebo นั่นเองครับ

สังเกตว่าในกรณีนี้ คนที่ได้ Ca+VitD มันเป็น MI ซะมากกว่าคนปกติซะอีก อย่างไรก็ตาม ค่านี้เราไม่ควรจะนำมาพิจารณาเพียงค่าเดียว แบบที่ผมเคยบอกไว้ใน post เก่าๆ ครับ เราควรจะนำ 95% Confident Interval มาคิดด้วย นั่นก็คือ มันอาจเป็นไปได้ที่:

  • คนที่ได้ Ca+VitD มีโอกาสเป็น 0.92 เท่าที่จะเกิด MI ....
  • คนที่ได้ Ca+VitD มีโอกาสเป็น 0.93 เท่าที่จะเกิด MI ...
  • คนที่ได้ Ca+VitD มีโอกาสเป็น 0.94 เท่าที่จะเกิด MI ...
  • .
  • .
  • คนที่ได้ Ca+VitD มีโอกาสเป็น 1.00 เท่าที่จะเกิด MI ...
  • .
  • .
  • คนที่ได้ Ca+VitD มีโอกาสเป็น 1.16 เท่าที่จะเกิด MI ...
  • คนที่ได้ Ca+VitD มีโอกาสเป็น 1.17 เท่าที่จะเกิด MI ...
  • คนที่ได้ Ca+VitD มีโอกาสเป็น 1.18 เท่าที่จะเกิด MI ...

สังเกตว่าถ้ามันมีค่า <1 หมายความว่า คนที่กินยา เขาเกิด MI น้อยกว่า ในขณะที่ อีกข้างหนึ่งที่ >1 หมายความว่า คนที่กินยา เขาเกิด MI มากกว่า ซึ่งแสดงว่า มันขัดแย้งกันเอง ทำให้เราสรุปได้ว่า มันน่าจะไม่เกี่ยวข้องกัน

ในทำนองเดียวกัน เราสามารถแปลแบบนี้กับ Stroke ได้ ลองแปลดูซิครับ (อย่าเพิ่งอ่านบรรทัดต่อไปจนกว่าจะแปลเองได้นะ)

ถ้าผมแปล ก็จะแปลว่า คนที่ได้ Ca+VitD มีโอกาสเป็น 0.95 เท่าที่จะเกิด Stroke เมื่อเทียบกับคนที่ได้ Placebo โดยเจ้าจำนวนเท่าเนี่ย มันอาจจะเป็นได้ทั้ง 0.82 เท่า (หมายความว่ากินยาแล้วเป็นน้อยกว่า) ถึง 1.10 เท่า (หมายความว่ากินยาแล้วดันเป็นมากกว่า) นั่นเองครับ

เดี๋ยวตอนหน้าจะมาต่อการ Appraise ข้างใน Paper นะครับ

(ถ้าอ่านแล้วสงสัย สามารถเมล์มาได้นะครับ pawinpawin@gmail.com หรือจะทิ้ง Comment ไว้ก็ได้ครับ ขอบคุณครับ)

24 กันยายน 2551

Guideline for Appraisal of Therapy (Clinical Trials, RCTs)

Adapted from User's guide to the Medical Literature
Guyatt G, Rennie D, Meade M, Cook D. Users' Guides to the Medical Literature: Essentials of Evidence-Based Clinical Practice. 2nd ed. McGraw-Hill Professional; 2008.

วันนี้ผมจะพูดเรื่องของการอ่าน paper เกี่ยวกับ therapy ซึ่งเป็นสิ่งที่อ่านได้ไม่ยากนัก และพบได้บ่อยครับ จะพยายามเขียนให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายมากที่สุดที่จะทำได้นะครับ

หลักการ Appraisal เบื้องต้นที่ผมคิดไว้นะครับ

  1. อ่านเฉพาะ Introduction, Material & Method, Result ก็เพียงพอ ระหว่างอ่านไป อาจเขียนเป็น diagram ง่ายๆที่เราเข้าใจเองก็ได้
  2. หลังจากนั้นพยายามสรุปผลเอาเองก่อน แล้วเทียบกับที่ผู้วิจัยสรุปไว้ตรง Discussion
  3. พยายามคิดเห็นขัดแย้งให้ได้มากที่สุด (จะได้ไม่หลงเชื่อที่เขา Discuss ไว้ก่อน) แต่บางครั้งก็อาจจะไม่รู้ว่าจะคิดแย้งอย่างไรเนื่องจากอาจจะดีอยู่แล้วหรือซ่อนความจริงได้เนียนมาก
  4. ถ้าเป็นไปได้ควรไปหาความเห็นของคนอื่นเพื่อมาคิดแย้งกับความเห็นของเรา เช่น
  • จาก Editorials ของ Journal ฉบับนั้นๆ
  • จากเพื่อนฝูง ในวงการเดียวกัน หรือจาก Expert ใน Field ที่เรารู้จัก
  • จาก Secondary Journal เช่น ACP Journal Club, Evidence-Based Medicine Journal ของ BMJ อันนี้อาจจะต้องรอนิดหน่อย และอาจมีเฉพาะ Paper ใหญ่ๆ และสำคัญ แต่คนที่เอามาสรุปพวกนี้มักติดต่อคนที่ทำวิจัยเมื่อมีข้อสงสัยที่ไม่ได้ตีพิมพ์ใน Journal จึงทำให้เราอาจทราบถึงความจริงอื่นที่ไม่ได้ตีพิมพ์ใน paper นั้นๆ ได้
  • บางวารสารจะมี Letters to the editor หรือ Rapid Responses จากคนอื่นๆ ที่อ่านแบบเดียวกับเรา

  
 

การ Appraisal นั้นมีหลักการอยู่สามข้อครับ คือ Validity, Result และ Application
 

Validity หรือความถูกต้อง คือข้อสรุปที่ได้จากการศึกษานั้นๆ ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง จนได้มาซึ่งข้อสรุปที่ถูกต้องหรือไม่ ถ้าเป็นไปได้พยายามจำสิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปนี้ก่อนจะไปอ่าน จะได้อ่านแล้วจับได้ถูกว่าเป็นอย่างไร (คือจำ Guideline แต่ละข้อไว้ด้วยน่ะครับ)

1.     กลุ่ม Intervention กับกลุ่ม Control เริ่มด้วยความเสี่ยงที่จะเป็นหรือจะหายเท่าๆ กันหรือไม่ ดูได้จาก

1.1.
มีการ Randomize คนไข้หรือไม่ ซึ่งต้องระวังเล็กน้อย ไม่ใช่ดูแต่คำว่า Randomize เนื่องจากวิธีการ Randomize ที่ดี ควรทำให้ทุกๆ คนที่เข้ามาอยู่ในการศึกษามีโอกาสที่จะได้รับ Treatment เท่าๆ กัน ที่ต้องทำเช่นนี้เพื่อเป็นการ "เกลี่ย" ลักษณะที่ไม่เหมือนกันในสองกลุ่ม เช่น เพศ อายุ ลักษณะพื้นฐานต่างๆ วิธีการ Randomize จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หากเป็นการ Randomize แต่ตามใจผู้ศึกษา (เช่นคนไข้เลขคู่ เอาไปอยู่กลุ่ม Treatment คนไข้เลขคี่เอาไปอยู่กลุ่ม Control) จะทำให้ไม่เกิดการ "เกลี่ย" ที่แท้จริงนี้ได้

1.2.
การ Randomization ที่กระทำโดยปกปิด (conceal) หรือไม่ เนื่องจากหากไม่ปกปิด ก็อาจทำให้ไม่เกิดการ Randomization ที่แท้จริงได้ ตัวอย่างที่คลาสสิก ก็คือการเทียบระหว่าง Open & Laparoscopic appendectomy เมื่อมีคนไข้มาตอนกลางคืน ถ้าไม่ปกปิด ผู้ร่วมวิจัยที่ขี้เกียจทำ Laparoscopic appendectomy ก็อาจโยนสลากที่จับได้ทิ้ง แล้วจับใหม่จนกว่าจะได้ Open เป็นต้น

1.3.
คนสองกลุ่มนี้เหมือนกันในข้อมูลพื้นฐานหรือไม่ อันนี้มักอ่านได้จาก Table ของ Baseline Characteristic ซึ่งมักจะอยู่เป็น Table 1 เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการ Randomization นั้นเกิดการ "เกลี่ย" จริงหรือไม่ บางคนอาจติดใจกับการที่ต้องมีค่าทางสถิติเช่น p-value มาอยู่ในตาราง แต่แท้จริงแล้วการที่เราพอจะดูว่ามัน "เกลี่ย" ได้จริงหรือไม่อาจไม่จำเป็นต้องเป็นค่า p-value ที่มีนัยสำคัญเสมอไป เอาแค่ดูแล้วมันใกล้เคียงกันก็เพียงพอ (สังเกตได้จาก Journal เก่าๆ มักแสดง p-value แต่ Journal ใหม่ๆ จะเลิกแสดงไปแล้ว)

2.     นอกจาก Intervention ที่เราสนใจแล้ว ทั้งกลุ่ม Control และ Treatment ได้รับการรักษาแบบเดียวกันหรือไม่

อันนี้ดูได้จากว่ามีการ Blind มากแค่ไหน ถ้ายิ่ง Blind มากก็ยิ่งป้องกันความลำเอียง (Bias) ได้มากเท่านั้น คนที่ต้องพิจารณามีอยู่ 5 กลุ่มคือ Patient, Clinician, Data collector, Outcome adjudicator, Analyst

สิ่งที่น่าสนใจคือ paper ส่วนใหญ่มักเสนอตัวเองว่าเป็น double-blind ซึ่งคำนี้เป็นคำที่ลำบากในการแปลความหมายเนื่องจากไม่รู้ว่าที่ blind 2 คนนั้นเป็นใครบ้างใน 5 กลุ่มข้างต้น แนะนำให้อ่านแล้วทำความเข้าใจมากกว่าว่ากลุ่มใดบ้างที่ blind แต่โดยมากแล้วคำว่า double blind มักหมายถึง blind patient และ clinician โดยการ blind ส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับยามักใช้เป็นยาหลอก หรือ placebo

สิ่งที่น่าสนใจถัดมาคือการศึกษาที่ดูแล้วไม่สามารถ blind ได้แน่ๆ เช่นการศึกษาทางศัลยกรรม แบ่งกลุ่มผ่าตัด และไม่ผ่าตัด อันนี้อาจจะ blind ลำบาก ทางแก้คือดูว่าเขาพยายาม blind แค่ไหน เช่น พยายามเอาผ้ามาพันไม่ให้คนที่มาวัด outcome เห็นว่าผ่าหรือไม่ผ่า

นอกจากนี้แล้วเรายังสามารถดูผลของการ blind ได้จากการดูว่ามันเกิด co-intervention หรือสิ่งที่ให้ไปพร้อมๆ กับ intervention ที่แตกต่างกันระหว่างสองกลุ่มหรือไม่ เช่นกลุ่มที่ได้ยา A ได้รับคำแนะนำอย่างดี ส่วนกลุ่ม placebo ไม่ได้รับคำแนะนำอะไรเลย ในกรณีนี้หากผลที่ได้ออกมาแตกต่างกัน มันอาจจะเกิดจาก "คำแนะนำ" ไม่ใช่จาก "ยา A" ก็ได้

3.     เมื่อจบการศึกษาแล้ว ทั้งสองกลุ่ม (Treatment, Control) ยังเท่าเทียมกันในแง่ต่างๆ อีกหรือไม่

3.1.
Follow up ได้ครบหรือไม่ หากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง Follow up ได้น้อยกว่าอีกกลุ่ม หรือได้น้อยทั้งสองกลุ่ม ก็อาจจะแปลผลได้ลำบาก เนื่องจากไม่รู้ว่าคนที่หายไปนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกันแน่ การที่จะบอกว่า Follow up ได้เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าครบเพียงพอนั้นไม่มีกำหนดชัดเจน อาจลองคิดดูจากว่าถ้าคนที่หายไปตายหรือเกิดผลเสียทั้งหมด จะส่งผลกระทบต่อตัวเลขเสียเท่าใด อย่างไรก็ดี ถ้า Loss Follow up <5% ก็มักไม่เกิดปัญหา

3.2.
การศึกษานั้นหยุดก่อนที่ตั้งใจจะหยุดหรือไม่ เนื่องจากบางการศึกษาอาจมีความจำเป็นหลายด้านที่ต้องหยุดก่อนที่กำหนดเวลาการศึกษานั้นจะเป็นจริง อันนี้อาจมีปัญหาได้หากผลการศึกษานั้นเป็นแบบหนึ่งในตอนแรก และกลับข้างเป็นอีกแบบในตอนหลัง หากเราหยุดตรงกลางก็อาจให้ข้อสรุปที่ผิดไปจากความเป็นจริงได้

3.3.
การวิเคราะห์ข้อมุลเป็นแบบ Intention-To-Treat หรือไม่ บางการศึกษาใช้การวิเคราะห์อีกแบบที่เรียกว่า Per-Protocol คือเอาข้อมูลตามความเป็นจริงเช่น นาย ข. ได้รับยา A แต่ดันไม่กินเลย ก็จะวิเคราะห์โดยจัด นาย ข อยู่ในกลุ่มที่ไม่กินแทน อันนี้ส่งผลเป็นอย่างมากต่อการ Randomization ทำให้สิ่งที่เราอุตส่าห์เกลี่ยจากการ Randomization นั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นการวิเคราะห์แบบนี้จึงไม่ดี อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ในช่วงหลังมักจะเป็น Intention-To-Treat (แต่หากไม่ได้เขียนต้องตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นแบบ Per-Protocol)

บางคนอาจสงสัยเรื่องของ คำว่า Internal Validity/External Validity คำนี้เป็นคำที่นักวิจัยใช้ครับ กล่าวคือ Internal Validity หมายถึงว่า "ถูกต้อง"ในระดับของตัวอย่าง (sample) ที่นำมาศึกษานั้นๆครับ ส่วน External Validity หมายถึง "ถูกต้อง"ในระดับของกลุ่มประชากรเป้าหมายทั่วๆ ไปครับ (target population) สำหรับในการ appraisal นั้นคำนึงถึงเรื่องของ Internal Validity มากกว่าเนื่องจากจะเอาส่วนของ External Validity ไปอยู่ในหัวข้อของ Application ครับ

 บางคนพยายามจะ "ให้คะแนน" ความ Valid แต่ละข้อ และแต่ละวิธีก็มีการให้คะแนนแตกต่างกันไปแล้วแต่แต่ละคน เช่น บางคนอาจจะคิดว่าเรื่องของการ Randomization มันสำคัญมาก แต่อีกคนอาจคิดว่าเรื่องของ Blinding สำคัญกว่า เรื่องนี้ไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ทำให้จริงๆ แล้วเราไม่สามารถบอกได้ว่า paper แต่ละอันมีค่าของความ "Validity" เท่าไหร่ นิยมให้ตามความรู้สึกของผู้ appraise มากกว่า (เช่น ถ้ารู้สึกว่าโอ้โห มันจับผิดไม่ได้เลย ก็อาจให้ 80-90% หรือถ้ามันห่วยจนไม่มีซักอย่างก็อาจให้ 30-40% ก็เป็นไปได้)

  
 


 

Result หรือผลที่ได้ จะต้องดูว่าผลที่ได้นั้น ใหญ่แค่ไหน (Large) และ แม่นยำแค่ไหน (Precise)

สูตรคำนวณที่อาจต้องใช้คือ Number Needed to Treat (NNT) = 100/Risk Reduction (เป็น %)

เช่น Risk ในการลดอาการของยา A = 10 คน ใน 200 คน = 10/200 = 5%

Risk ในการลดอาการของ Placebo = 5 คนใน 200 คน = 5/200 = 2.5%

ดังนั้น Risk Reduction = 5% - 2.5% = 2.5%

และ Number Needed to Treat (NNT) = 100/2.5 = 40

หมายความว่า เราต้องรักษาคนไข้จำนวน 40 คนจึงจะลดอาการได้ 1 คน

 ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าการศึกษานั้นๆ เป็นการศึกษาแบบไหนครับ บางการศึกษาก็คำนวณได้ บางทีก็คำนวณไม่ได้

สำหรับเรื่องของ Precise นั้นให้ดูจากค่าของ 95% Confident Interval (95%CI) ซึ่งเป็นตัวบอกว่า "ค่าจริง" ที่เราทำได้ เรามั่นใจ 95% ว่ามันน่าจะอยู่ในช่วงนั้นๆ เช่น คำนวณ Odds Ratio (OR) ว่ายา A ดีกว่า placebo ในแง่หายจากอาการได้ 2.03 โดยที่ 95%CI อยู่ระหว่าง 1.0-3.5 แสดงว่า เรามั่นใจ 95% ว่าค่าจริงๆ ของ OR จะอยู่ในช่วง 1.0-3.5 วิธีที่จะดูว่ามันส่งผลอย่างไร ก็ให้ดูว่าในช่วงนั้นๆ เรารับได้แค่ไหน

เช่น การแปลผลของ OR ดังกล่าว หมายถึง คนที่ใช้ยา A มีโอกาสหายจากอาการเป็น 2.03 เท่าของคนที่ใช้ placebo ซึ่งอันนี้เป็นการแปลของจุดที่คำนวณได้ (Point Estimate) คือ 2.03 แต่เราก็ต้องแปลความหมายของ 95%CI ด้วยว่าจริงๆ แล้วโอกาสที่บอกว่า 2.03 เท่านั้นน่ะ ความเป็นจริงมันก็เป็นได้ตั้งแต่ 1.0 เท่า ถึง 3.5 เท่านะ (สังเกตว่าถ้าพูดว่า โอกาสเป็น 1 เท่าของคนที่ได้ placebo จะแปลว่า "เท่ากัน" แสดงว่ามันก็อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็ได้ บางคนอาจเรียกสถานการณ์นี้ว่า "คร่อม 1" อย่างไรก็ดีแนะนำให้ลองแปลผลดูจะดีกว่าจำตัวเลขว่า คร่อม 1 คร่อม 0)

สำหรับเรื่องของ 95%CI นั้นยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือ การคำนวณ 95%CI มักจะสัมพันธ์ไปกับจำนวนของกลุ่มตัวอย่าง (sample size หรือสัญลักษณ์ n) กล่าวคือ ยิ่งกลุ่มตัวอย่างยิ่งใหญ่เท่าไหร่ ค่าที่เราได้ก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้นเท่านั้น (ตาม common sense ธรรมดาๆ)

บางการศึกษาจะรายงานผลออกมามีค่า p-value ด้วยซึ่งตรงจุดนี้จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจมากนัก เนื่องจากจะสัมพันธ์ไปกับค่า 95%CI ที่ได้เสมอ

  
 

Application หรือการนำผลที่ได้ไปใช้ที่ต้องดูคือ

1.     คนไข้เราเหมือนคนไข้ในการศึกษาหรือเปล่า อันนี้อาจดูจากว่า จริงๆ แล้วคนไข้เราสามารถเข้าการศึกษานี้ได้ไหม อาจดูจาก inclusion/exclusion ของการศึกษา ปัญหาหลักคือก็มักจะมีคนแย้งว่าการศึกษานี้ทำในต่างประเทศอาจเอามาใช้กับคนไทยไม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่เถียงกันยังไงก็ไม่จบ อย่างไรก็ตาม หากไม่อยากเถียงก็อาจหาเหตุผลมาแสดงในมุมย้อนกลับก็ได้ว่าเพราะเหตุอันใดคนไข้เราถึงจะไม่สามารถใช้ผลจากการศึกษานี้ได้

2.     มีการพิจารณาถึง outcome ที่คนไข้สนใจจริงๆ หรือไม่ (Patient-Oriented Outcome) บางการศึกษาสนใจแค่ระดับของฮอร์โมน ระดับของน้ำตาล ซึ่งอาจไม่เป็นสิ่งที่คนไข้สนใจจริงๆ เช่น ความตาย ความพิการ ก็ได้ (เรียก outcome ที่ไม่สนใจคนไข้นี้ว่า surrogate outcome) นอกจากนี้ยังต้องระวัง outcome ที่เป็นแบบรวมๆ (composite outcome) เช่น รวมระหว่างความตาย+พิการ+ระดับน้ำตาลลด อันนี้ต้องพิจารณาว่ามันควรจะไปด้วยกันหรือไม่ ตามตัวอย่างนี้ outcome บางอย่างอาจจะไป "ฉุด" ให้ outcome อื่นนั้น significant ก็ได้ เช่น จริงๆ แล้วมันทำให้ระดับน้ำตาลลดมากๆ แต่ไม่ได้เกี่ยวกับการตายเสียเท่าไหร่ แต่พอมารวมกันก็ฉุดให้ดูเหมือนลดการตายไปด้วยเป็นต้น

3.     ผลที่ได้นี้คุ้มกับผลเสียหรือไม่ อันนี้อาจจะต้องพิจารณาถึงเรื่องของ side effect ของการรักษา, เรื่องของค่าใช้จ่ายของการรักษา ซึ่งใน paper อาจไม่มีอาจต้องไปหาเพิ่มเติม อาจชั่งระหว่าง Number Needed to Treat กับผลเสียก็ได้หากมีข้อมูล


 

ไว้คราวหน้าผมจะลอง Appraise บางอันให้ดูเป็นตัวอย่างนะครับ

07 สิงหาคม 2551

Tips for good discussion lecture

เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วได้มีโอกาสฟัง Professor Gordon จาก McMaster University มาบรรยายเรื่องการสอน EBM ครับ แกแนะนำวิธีการสอนกลุ่มย่อยของ EBM ให้ประสบผลสำเร็จดังนี้ครับ

To have good discussion lecture on EBM, Prof. Gordon from McMaster University have some tips:
  • Class participation: try to get everybody to involve in the topic
    พยายามให้ทุกคนมีส่วนรวม
  • Divide the tasks into smaller groups and check the smaller group whether they are struggling
    แบ่งงานเป็นกลุ่มย่อยๆ และสังเกตว่ากลุ่มที่แบ่งไปนั้นมีปัญหาในการทำงานที่มอบหมายหรือไม่
  • Have lots of example (simple and easy example)
    ยกตัวอย่างบ่อยๆ และควรเป็นตัวอย่างที่เข้าใจง่าย
  • Comparison between things: to make something more clearly, we should contrast them with others.
    พยายามใช้การเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นได้ชัด
  • Voting: let attendant have their own thoughts.
    ให้ทุกคนมีส่วนร่วมว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยด้วยการโหวต
  • Keep everything simple
    พยายามทำอะไรให้ง่ายเข้าไว้
  • Outline & structure of topic speaking
    พยายามแสดงให้เห็นว่าวันนี้เราจะพูดอะไรบ้าง
  • Repeated summary when finishes
    สรุปเมื่อจบ
  • Move people!
    พยายามให้ผู้คนมีการเคลื่อนไหว (ขยับ) จะได้ไม่น่าเบื่อ
  • Humor
    พยายามสอดแทรกความตลก
  • Voice (Vary voice tone, use the higher voice when speaking important points)
    พยายามใช้เสียงดังเพื่อเน้นจุดที่สำคัญ
  • Always use a whiteboard
    พยายามเขียนกระดาน
  • Review last session before begin a new session
    ก่อนจะเริ่มชั่วโมงใหม่ให้สรุปสิ่งที่เรียนมาในชั่วโมงที่แล้ว

24 กรกฎาคม 2551

ทำไม Evidence-Based Practice ถึงไม่เป็นที่แพร่หลายในแพทย์ทั่วไปในเมืองไทย

ทำไม Evidence-Based Practice ถึงไม่เป็นที่แพร่หลายในแพทย์ทั่วไปในเมืองไทย

ทุกวันนี้การที่เราจะทำอะไร ก็จะต้องมีหลักฐานหรือเหตุผลมารองรับการตัดสินใจอยู่เสมอ ในทางการแพทย์ก็เช่นเดียวกัน แพทย์สมัยใหม่ ควรที่จะมีหลักฐานหรือเหตุผลมารองรับการตัดสินใจนั้นๆ ผมจะไม่พูดถึงสำหรับการอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงหลักฐาน แต่จะพูดในมุมมองของแพทย์ทั่วไป (ผมเพิ่งจบมาได้ไม่กี่ปี และมีโอกาสได้ทดลองใช้ EBM บ้างตอนอยู่โรงพยาบาลชุมชนในต่างจังหวัด) ปัญหาที่ผมพบก็คือ

1. เวลา: แพทย์คงไม่สามารถที่จะมีเวลาไปค้นหาความรู้ที่เป็นหลักฐานรองรับมาได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากในการตรวจผู้ป่วยของประเทศไทยนั้น ยังต้องตรวจผู้ป่วยเป็นจำนวนมากต่อวันอยู่ (บางคนตรวจผู้ป่วยนอกเกือบ 100 รายต่อ 8 ชม. นั่นคือรายละประมาณ 5 นาที นี่ยังไม่นับเวลาพักเที่ยงและเวลาที่ต้องไปดูผู้ป่วยในซึ่งเสียเวลามาก)

นอกจากนี้เมื่อแพทย์เลิกงาน ก็หวังที่จะได้พักผ่อนเช่นวิชาชีพอื่น มีเวลาไปทำในสิ่งที่บันเทิงใจ เช่น อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง เล่นกีฬาบ้าง ยิ่งทำให้ไม่มีเวลาเข้าไปใหญ่

หากจะถามว่าภายใน 5 นาทีนั้น ไม่มีเวลาสำหรับหาข้อมูลอย่างมีหลักฐานเลยหรือ ผมมีความคิดว่า มันเป็นไปได้เหมือนกัน แต่ลำบาก เนื่องจากภายใน 5 นาทีนี้ ต้อง ซักประวัติ, ตรวจร่างกาย, นึกถึงโรคที่จะเป็นไปได้, สั่งการรักษา, อธิบกายการรักษา ซึ่งผมคิดว่ามันยากมากในการหาข้อมูลทั้งหมด แพทย์หลายท่านใช้วิธีหาข้อมูลจากหนังสือ หรือ PDA หรือจากอินเทอร์เน็ต แต่ข้อมูลที่หาได้ใน 5 นาทีนี้ ท่านคิดหรือว่ามันจะเชื่อถือได้ 100%.. มันก็เป็นเพียงข้อมูลที่คนอื่นเป็นคนรวบรวม ไม่ใช่แพทย์คนนั้นตัดสินใจสำหรับผู้ป่วยคนนั้นๆ เสียหน่อย

นอกจากนั้นแต่ละคนไข้ ยังมีคำถามที่น่าสนใจหลายคำถาม และแพทย์ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าคำถามที่สำคัญในสถานการณ์นั้นๆ คืออะไร ยิ่งทำให้ค้นหาได้ลำบากมากขึ้น เพราะกว่าจะคิดคำถามได้ คนไข้ก็ออกันเต็มห้องตรวจแล้ว

2. เครื่องมือในการหาความรู้: แพทย์ส่วนใหญ่ในเมืองไทย ไม่ค่อยมีเครื่องมือในการหาข้อมูลทางความรู้เท่าใดนัก บางโรงพยาบาลไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างตรวจคนไข้ได้ แพทย์จบใหม่ไม่มีเงินสำหรับแหล่งความรู้ราคาแพงสำหรับเมืองนอก (เช่น UpToDate, Evidence-Based Journals)

นอกจากนี้ แพทย์ไทย ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการอ่านภาษาอังกฤษ (เนื่องจากภาษาอังกฤษ ไม่ได้เป็นภาษาหลักที่ใช้ในการสื่อสาร) ต้องมีการแปลความจากข้อมูลของต่างประเทศที่เป็นภาษาอังกฤษ มาเป็นภาษาไทยอีกครั้ง บางครั้งเกิดความเข้าใจผิด และเกิดการท้อ ไม่อยากอ่านหรือค้นคว้าต่อ

หลักฐานทั้งหลายที่มีอยู่ในเมืองไทย ก็มักไม่อยู่ในที่ๆ สามารถหาได้ง่ายแบบ PubMed และหากจะหาได้ ก็ต้องอาศัยความยากลำบากในการติดต่อห้องสมุด แสดงให้เห็นว่าเมืองไทย ยังไม่มีระบบจัดการด้านความรู้ทางการแพทย์ที่ดีพอ (ถ้ามีจริง อย่างน้อยก็ขาดการประชาสัมพันธ์เป็นอย่างมาก แม้แต่ผมยังไม่รู้เลย)

3. วัฒนธรรมของคนไทย: คนไทยส่วนมากมีความขี้เกียจค้นคว้า รู้แต่สิ่งที่ตนเองเคยปฏิบัติ ไม่ไขว่คว้าหาความรู้ใหม่ๆ อันนี้อาจหมายถึงคนที่จบไปได้สักพักแล้วเกิดอาการ "หมดไฟ"

นอกจานี้วัฒนธรรมการเคารพระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง และความเชื่อที่ว่ารุ่นพี่จะต้องถูกเสมอ ยังบั่นทอนการปฏิบัติตามหลักฐาน เนื่องจากรุ่นน้องเมื่อหาข้อมูลที่มีเหตุผลมาโต้แย้ง รุ่นพี่ ก็มักจะไม่สนใจ ถือว่ารุ่นน้องจะต้องปฏิบัติตามตนเองอย่างไร้เหตุผล เชื่อแต่ตนเองเป็นหลัก

4. ความรู้ของคนไข้: ความรู้ความเข้าใจของคนไข้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เมื่อค้นหาหลักฐานมาใช้แล้ว เราไม่สามารถจะอธิบายคนไข้ให้เข้าใจและตัดสินใจได้ ผมมีประสบการณ์ในการอธิบายคนไข้คนหนึ่งให้เขาตัดสินใจเองเป็นเวลานาน แต่ผลสุดท้ายคำถามที่เขาตั้งกลับมาคือ "จะทำอย่างไรก็ได้ สุดแล้วแต่หมอเถอะ

บางส่วนที่ผมยกตัวอย่างไปนี้ผมคิดว่าสามารถที่จะแก้ไขได้ แต่การที่จะแก้ไขด้วยคนเพียงกลุ่มเดียว คงลำบาก และจะต้องแก้ไขทั้งระบบ อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดความขัดแย้งด้วย



Why Evidence-Based Practice is not working in Thailand.

Nowadays when we are practicing modern medicine, we have got to give our reasons for everything. From my point of view (once being a general practitioner in a small 30-bed rural hospital in Thailand), to be reasonable for decisions and using EBM in Thailand, there are several problems:

1. Time: Thai doctors don't always have enough time to search for evidence. Doctors in small hospital have to see a large number of patients per day. Some even have to see 100 patients in 8 hr (which is 5 minutes/case), this does not even include doing rounds, servicing the in-patients department, and lunch.

Also, after doctors finished their work, they are tired and wanted to do something interesting to amuse themselves such as reading books, watching movies, listening to music, playing sports, etc. This cuts the time more.

And actually, the time is not even really 5 minutes because doctors have to take histories, do physical exams, differential diagnoses, order medications and explain the treatment to the patient. If you are curious whether this 5-minute-per-patient is enough to search for evidence or not, I am going to tell you that actually 5-minute-searching is enough, but you get what you pay for. Some doctors use secondary data such as from textbooks, from PDAs or from the Internet. The data from these sources are from other points of view (experts' points of view) and may not be applicable to our patients.

Also, for each patient we see, there are lots of questions. Many doctors don't know what the important question is. This requires more and more time on searching.

2. Tools and resources: many doctors in Thailand do not have tools to access the best evidence available. Some hospitals don't even provide internet access while you are taking care of a patient. Also, newly-graduated medical students usually don't have enough money for international high-quality evidences such as UpToDate and BMJ's Evidence-Based Medicine.

In addition, there is a language barrier: Thais are not good at English - even doctors who read lots of English textbooks. English is not in everyday use. There always has to be some kind of translation. And doctors are not good at translating, we get confused easily. This further discourages them to search and use the evidence.

Another reason is that there are not enough accessible Thai evidences. To reach for Thai medical research abstracts, one has to go to a medical school's library. That seems like Thailand's medical authorities have to do something to improve our knowledge management system. (Even if there really are some search websites, it seems like there are not enough public relations – I, for one, don't know any of them.)

3. Thai culture: Thai people usually don't care about getting more knowledge. Thais usually rely on old beliefs, and never violate them. This also happens when someone graduated for such a long time.

Also there is a culture of respecting one's elders. Young doctors usually have to do what the older doctors say. This leads to the failure of practicing EBM. When young doctors have reasons against something, old-established doctors just ignore them. They only believe in themselves.

4. Patient knowledge: Thai patients seem to be not well-educated enough. I had this problem myself in the past: I was once asked for an answer to a very good clinical question by the patient. I answered them thoroughly about benefits and risks, but after a long time of talking, I asked what the decisions of the patient and the relatives were. They just simply said "Doctor, please choose for us."

Some of these problems can be managed easily, but I think to manage these problems we have to do it in a more sophisticated and collaborative system. And the change should be gradual to lessen the effect of protest.