23 กรกฎาคม 2011

Funnel Plots ใน Meta-Analysis

พอดีได้มีโอกาสอ่านรีวิวของ Funnel Plots ในวารสาร BMJ ฉบับล่าสุด เขียนโดย Jonathan A C Sterne ผมคิดว่ามีประโยชน์ก็เลยมาเขียนเล่าสู่กันฟังครับ

Funnel Plot คืออะไร

Funnel Plot ชื่อนี้ได้มาจากหน้าตาของกราฟที่มีลักษณะเป็นคล้ายกรวยครับ เกริ่นก่อนก็คือว่าโดยปกติเวลาเราทำ Meta-analysis เรามักจะกังวลกันว่า Study ที่นำมารวมกันนั้นมันมี Bias ไปทางไหนหรือเปล่า หรือว่าเราเอาแต่ Study ที่เอนเองไปทางใดทางหนึ่งมา Meta-analyze รวมกัน จึงเกิดกราฟที่พล็อตขึ้นมา ระหว่าง "ขนาดของ Study" และ "ผลลัพธ์ของ Study" ครับ

  • ขนาดของ Study นั้นเราจะดูจากค่าที่เรียกว่า Standard Error ของผลลัพธ์ที่ได้ สำหรับใครที่ยังไม่รู้ เจ้า Standard Error นี่เป็นตัวบอกความคลาดเคลื่อนของผลลัพธ์ของ Study ที่ได้จาก Sample (กลุ่มที่เลือกมาศึกษา) เมื่อเทียบกลับไปเป็น Population (ประชากรทั้งหมดทั้งปวง) เช่นผมศึกษาค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลของคนไทยจำนวน 20 คน ผมย่อมจะได้ค่าจาก 20 คนนี้เท่านั้น ซึ่งอาจตรงหรือไม่ตรงกับค่าเฉลี่ยของคนที่เป็นเบาหวานทั้งหมด (Population) ก็ได้ ยิ่งถ้าผมศึกษาคนจำนวนมากขึ้นเท่าไหร่ ค่า Standard Error นี้ก็ยิ่งมีค่าน้อยลงเป็นส่วนกลับกันครับ โดยมากเราจะมีสูตรว่า SE = s / sqrt(n) โดยที่ s = SD ครับ
  • ผลลัพธ์ของ Study ที่ได้ ที่เรียกกันว่า Effect Estimates เช่นถ้าเป็น Outcome ที่อยู่ในลักษณะของ Dichotomous (หาย/ไม่หาย ตาย/ไม่ตาย) ก็อาจอยู่ในรูปของ Odds Ratio/Relative Risk

การพล็อตกราฟดังกล่าวนั้นจะเอาขนาดของ Study ไว้ในแกนตั้ง โดยเอา Study ที่ Standard Error น้อยๆ (หรือก็คือ Study ใหญ่ๆ) ไว้ด้านบน และ Study เล็กๆ ไล่ลงมาด้านล่าง ส่วนในแกนนอนนั้น จะเอา Effect Estimates เรียงจากด้านน้อยไปหามาก (หรือก็คือเรียง Odds Ratio จากน้อย [Favor intervention 1] ไปมาก [Favor intervention 2])



ถ้าเราได้ Study ทั้งหมดทั้งปวงของเรื่องนั้นมาจริงๆ กราฟที่ได้นั้นก็ควรจะมีหน้าตาคล้ายกรวยคว่ำ นั่นก็คือ Study ใหญ่ๆ ควรจะอยู่ตรงกลาง และ Study เล็กๆ ลงมานั้นก็ควรจะกระจัดกระจายอยู่ทั้งสองด้านของ Study ใหญ่ๆ เนื่องจากว่า Study เล็กๆ นั้นมีโอกาส (chance) ที่จะสุ่มตัวอย่างเฉพาะบางกลุ่มมาทำการศึกษา (sampling variation)

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น จึงได้มีการตีขอบเขตของกรวยด้วยครับ โดยขอบเขตนี้ตรงกลางของกรวยจะอยู่ที่ผลลัพธ์ที่ประมาณได้จาก Fixed Effect และไล่ด้านข้างเป็น 1.96 ของ Standard Error ครับ

เรามักจะคาดกันง่ายๆ ว่าถ้าเกิดกราฟพล็อตที่ได้ออกมาไม่ได้เป็นรูปกรวย มีการเบ้หรือกองกันด้านใดด้านหนึ่งของกรวยดังกล่าว (หรือแม้แต่ออกไปนอกกรวยในบางกรณี) นั้นน่าจะเกิดจากการที่มี Publication Bias กล่าวคือ Study ที่มี Effect ไปอีกทางหนึ่งของกรวย นั้นอาจจะไม่ได้ถูกตีพิมพ์ (โดยเฉพาะ Study ที่เล็กๆ) ทำให้เราไม่นำมารวมใน Meta-analysis นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่นจากใน Paper นี้ได้ยกตัวอย่างของ Meta-analysis จากการให้ IV Magnesium หลังการเกิด MI ครับ



เราจะพบว่า กราฟของ Funnel Plot ที่เกิดขึ้นนั้นจุดที่พล็อตนั้นกองกันไปอยู่ด้านที่ OR เป็นลบ (หมายถึงว่า IV Mg ช่วยลด Mortality) ในขณะที่ Study ที่ใหญ่ที่สุดนั้นกลายเป็นอยู่ตรงกลาง (ไม่ได้ช่วยลด Mortality) แสดงว่าจริงๆ แล้ว Study เล็กๆ ที่มัน negative นั้นอาจไม่ได้ถูกตีพิมพ์ก็ได้ครับ

ใน Paper นี้ได้เสนอว่า นอกจากที่เราคิดว่า Funnel Plot จะแสดงถึง Publication Bias แล้ว จริงๆ เราก็ควรจะเตือนตัวเองเสมอว่า มันอาจจะมีกรณีอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการเบ้ของกราฟนี้อีกก็เป็นได้ ซึ่งสาเหตุของการเกิดอาการเบ้ใน Funnel Plot อาจเกิดจาก

  1. Reporting Bias
    1. Publication Bias ซึ่งอาจเกิดจากทั้ง Delay Publication Bias (Paper ไม่ได้ถูกตีพิมพ์) หรือ Location Bias (ค้นไม่เจอซึ่งอาจเกิดจากปัญหาเลือกภาษาเป็นต้น)
    2. Selective Outcome Reporting อาจค้นเจอ แต่ใน paper ที่ค้นได้เลือกที่จะไม่บอกผลลัพธ์บางอย่าง
    3. Selective Analysis Reporting ใน paper อาจจะบอกเฉพาะผลลัพธ์ที่ bias ไปตามวิธีวิเคราะห์ที่ใช้
  2. คุณภาพของงานศึกษาเล็กๆ อาจดีไม่เท่างานศึกษาใหญ่ๆ ทำให้ถูกจูงไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดได้จาก Design งานศึกษาไม่ดี, ทำการวิเคราะห์ไม่ดี, หรือแม้แต่นั่งเทียนเขียนงานวิจัยหลอกๆ
  3. อาจเกิดความแตกต่างระหว่าง Study จริงๆ (Heterogeneity) ซึ่งถ้าเราสามารถนำมาแยกตามปัจจัยที่ทำให้เกิด Heterogeneity (หรือทำ Subgroup Analysis) ก็อาจแยก Funnel Plot เป็นกลุ่มๆ ที่อาจจะไม่เกิดการเบ้ได้
  4. Artefact ที่เกิดจาก Sampling Variation
  5. สุดท้ายคืออาจเกิดจาก Chance เองก็ได้ (โชคไม่ดีที่กราฟเบ้)
โดยปกติแล้วนอกจากการดูกราฟด้วยตาเปล่าแล้ว ยังมีการใช้วิธีคำนวณเพื่อดูว่ากราฟเบ้หรือไม่ อย่างไรก็ดี วิธีคำนวณเหล่านี้นั้นมักไม่สามารถ Detect ความเบ้ได้มากเท่าไหร่ครับ

ยังไงก็ลองตามกันไปอ่าน Paper เต็มๆ ได้ที่ BMJ นะครับ

Reference

19 มิถุนายน 2010

Modified Intention-To-Treat


มีหลายคนสงสัยเกี่ยวกับคำว่า "Modified Intention-To-Treat" (ผมขอเรียกว่า mITT) ว่ามันคืออะไรกันแน่ พอดีว่ามีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผมก็เลยขอสรุปงานวิจัยนั้นมาให้ดูกันนะครับ

ก่อนอื่นขอย้อนไปดูคำว่า Intention-To-Treat กันเสียก่อน สมมติว่าผมกำลังทำ RCT อันหนึ่งที่เปรียบเทียบการใช้ยาตัวหนึ่งกับ Placebo ถ้างานวิจัยผมเริ่มเก็บคนไข้ที่เข้าร่วมงานวิจัย คนไข้ที่เข้ามานั้นก็จะต้องผ่านกระบวนการต่างๆ โดยสรุปคือ


  1. ผ่านการคัดเลือก (Enrollment) ซึ่งคนไข้ก็ต้องมีโรคนั้นๆ จริง และผ่าน Eligibility คือไม่ผิดข้อห้ามต่างๆ ของงานวิจัย ซึ่งก็คือเข้า Inclusion/Exclusion criteria นั่นเอง
  2. ผ่านการ Randomization
  3. ได้รับการ Assign ว่าจะได้รับยาตัวไหน
  4. ได้รับยาจริงๆ กลับไปกินที่บ้าน
  5. มาติดตามเพื่อดูว่าเกิดหรือไม่เกิด Outcome ที่ผมสนใจ (เช่น มาดูว่าหายหรือเปล่า)
การวิเคราะห์แบบ Intention-To-Treat นั้นจะดูที่กระบวนการ Assignment ว่าคนไหนได้รับยาตัวไหน แล้วคนนั้นเกิด Outcome หรือไม่ นั่นคือดูขั้นตอนที่ 3 เทียบกับขั้นตอนที่ 5 นั่นเองครับ โดยไม่สนใจว่าที่เหลือจะเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ดีการวิเคราะห์แบบนี้นั้นมีปัญหาเพราะคนเราเปลี่ยนใจได้อยู่เสมอๆ โดยโอกาสที่จะเปลี่ยนนั้นก็เกิดขึ้นได้กับทุกขั้น กล่าวคือ



  • คนไข้ดัน Enrollment มาผิด ไม่ได้มีโรคเราเลย แต่ดันเข้ามาอยู่ในงานวิจัย ซ้ำร้ายบางคนกลับได้ยาไปเสียด้วย ยกตัวอย่างเช่นได้รับ Antibiotics ไปแต่กลับมาทราบภายหลังว่าผล Culture มันดันไม่ขึ้นแทน ซึ่งเสียอัตราส่วนของ Randomization
    ไปเสียแล้ว
  • คนไข้ดันไม่เข้ากับ Eligibility Criteria เช่นไม่เข้ากับ Inclusion/Exclusion Criteria
  • คนไข้ดันเกิด Outcome เช่นหายซะก่อนที่จะกินยาจริงๆ
  • คนไข้หายตัวไปไม่ยอมมา Follow up อีก หรือมาแต่ไม่ครบ
ทั้งหมดนี้เป็นการเบี่ยงเบนไปจาก Protocol ที่เราวางไว้ แต่ผู้วิจัยนั้นก็จะพยายามอ้างว่าเขาได้พยายามดีที่สุดแล้ว ก็อาจจะวิเคราะห์ตัดคนเหล่านี้ออกจากการศึกษาไปเลย ซึ่งการตัดคนเหล่านี้ออกไปนั้นผู้วิจัยส่วนใหญ่ใช้คำว่า "Modified Intention-To-Treat" ครับ

ข้อเสียของมันก็คือเราไม่รู้ว่ามันจะตัดคนไข้กลุ่มไหนออกไปมากเป็นพิเศษหรือไม่ (เช่นดันตัดกลุ่มที่ได้ยาไปซะเยอะ) ทำให้ผลลัพธ์ของ Randomization ไม่สวยหรูอย่างที่เราคาดเอาไว้ครับ

แต่คำว่า Modified นั้นก็ไม่ได้บ่งชี้เฉพาะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากตรงกระบวนการใดกันแน่ ใน Paper ที่ลงตีพิมพ์ใน BMJ ล่าสุดนั้นพบว่าผู้วิจัยแต่ละคนก็มีความหมายของคำนี้แตกต่างกันไป บางคนรวมหลายจุดเข้าด้วยกัน ซ้ำร้ายในคนเดียวกันยังให้ความหมายแตกต่างกันในคนละ Trial เสียด้วยซ้ำ นั่นแสดงว่าไม่มีใครที่จะให้ความหมายของคำนี้อย่างชัดเจน เว้นเสียแต่ว่าผู้วิจัยจะต้องบอกเจาะจงให้แน่ชัดไปเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Trial และใครบ้างที่ถูกคัดออก และคัดออกเนื่องจากอะไรครับ

ไม่แน่ใจว่าพอจะเข้าใจกันมากขึ้นหรือไม่นะครับ ลองนั่งนึกๆ ดูครับ ส่วนตัว Paper นั้นสามารถดูได้จาก Abraha I, Montedori A. Modified intention to treat reporting in randomised controlled trials: systematic review. BMJ. 2010;340:c2697. ครับ

13 มีนาคม 2010

เกริ่นเรื่อง Survival Analysis

วันนี้ขอเกริ่นหลักการของเรื่อง Survival Analysis ไว้คร่าวๆ ก่อนครับ

ใครที่ไม่เคยรู้เรื่องสถิติมาก่อน ก็มักจะคิดว่า Survival Analysis คือการดูอัตราการอยู่รอดของคนที่เป็นโรคใช่ไหมครับ คำตอบนั้นคือ ใช่ครับ แต่ก็ไม่ถูกต้องไปทั้งหมดเสียทีเดียว ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกับการวิเคราะห์ข้อมูลกันครับ

โดยปกติแล้วในการศึกษาวิจัยที่ง่ายๆ มักจะมีการกำหนด "ระยะเวลา" ที่จะวัดผลไว้อย่างชัดเจน เช่น การศึกษาการให้ยาแอสไพรินในคนปกติ แล้วมาวัดอัตราตายที่ 3 เดือนว่ากลุ่มที่ให้หรือไม่ให้แอสไพริน กลุ่มไหนมี % ตายมากกว่ากัน

แต่การวัดแบบนี้ไม่ได้เอาเวลาเข้ามาคิดเลยครับ เราจะไม่มีทางทราบเลยว่าก่อนหน้า 3 เดือน หรือหลังจาก 3 เดือนนั้นเป็นอย่างไร กลุ่มไหนมีอัตราตายเร่งอย่างไรกันบ้าง อันนี้เลยจึงเป็นที่มาของการเอา "ระยะเวลา" เข้ามาวิเคราะห์ร่วมกับ "ผลลัพธ์" (ในที่นี้คืออัตราตาย -- แต่จริงๆ แล้วผลลัพธ์นี้อาจจะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ตายก็ได้ เช่น การเป็นเบาหวาน การเป็นโรคอัมพาต) หรือในทางระบาดวิทยานั้นเรียกการวิเคราะห์แบบนี้ว่า time-to-event (ระยะเวลาจนกว่าจะเกิดผลลัพธ์) นั่นเองครับ

เราจะเห็นได้ว่าการศึกษาที่สามารถวิเคราะห์แบบนี้ได้ จำเป็นต้องเก็บข้อมูล "ระยะเวลา" ด้วย จากที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อกก่อนๆ คงจะจำกันได้ว่ารูปแบบที่มีระยะเวลาด้วยนั้นก็คือรูปแบบของ Randomized Controlled Trial และ Cohort (ซึ่งก็เป็นได้ทั้ง Retrospective หรือ Prospective เพราะต่างก็เก็บเวลาด้วยกันทั้งคู่) นั่นเองครับ การศึกษาแบบ Cross-sectional นั้นเป็นการศึกษาที่ "จุดหนึ่งของเวลา" ทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลของระยะเวลาจนเกิดเหตุการณ์นั้นๆ ได้ครับ

ข้อดีของการศึกษาแบบนี้อีกอย่างนั่นก็คือ คนที่จนจบ Study แล้วยังไม่เกิดผลลัพธ์ใดๆ เลย หรือคนที่ติดตามมาอยู่ระยะเวลาหนึ่งแล้วดัน loss follow up ไปซะก่อนนั้นก็ยังมีส่วนอยู่ในการศึกษา ไม่ต้องเอาคนเหล่านี้ออก เพราะเขาก็ยังให้ข้อมูลระยะเวลาส่วนหนึ่งที่เขาไม่เกิดเหตุการณ์ครับ

ตอนต่อไปผมจะมาอธิบายต่อเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ :D